หลักการทำงานของเครื่องไวร์คัท
หลักการทำงานของเครื่องไวร์คัท
เครื่องไวร์คัท (Wire Cut Machine) และ EDM ที่มีประสิทธิภาพ จะผลิตชิ้นงานที่มีคุณภาพ

ในอุตสาหกรรมที่ต้องการผลิตชั้นงานจากวัสดุที่มีความแข็งมาก ๆ จำพวกเหล็ก อลูมิเนียม ทองแดง ทองเหลืองนั้น และต้องมีการตัดแต่งวัสดุเหล่านี้ให้เป็นชิ้นงานที่มีรูปทรงต่าง ๆ เพื่อเราจะนำไปใช้ในการเป็นชิ้นส่วนประกอบของเครื่องจักร หรือนำไปใช้ในการออกแบบ งานดีไซน์ นั้น และกำลังหาวิธีจัดการให้ได้ชิ้นงานตามที่ต้องการ เครื่องไวร์คัท (Wire Cut Machine) จะเป็นคำตอบในการจัดการชิ้นงานเหล่านี้ได้ J Tech Machinery จึงขอมาแนะนำเครื่องไวร์คัท (Wire Cut Machine) ให้ทุกคนได้รู้จักกัน
ในปัจจุบัน เครื่องไวร์คัทและเครื่อง EDM ได้พัฒนาไปไกลกว่าเดิมอย่างมาก ทั้งในด้านความเร็ว ความแม่นยำ การควบคุมด้วยระบบดิจิทัล และการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมความแม่นยำสูง ที่ต้องการค่าความคลาดเคลื่อนระดับไมครอน เครื่องไวร์คัทจึงไม่ใช่เพียง “เครื่องตัดโลหะ” แต่เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการผลิตที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพสินค้า ต้นทุน และความสามารถในการแข่งขันของโรงงาน
เครื่องไวร์คัท (Wire Cut Machine) เป็นเครื่องจักรหนึ่งที่ส่วนใหญ่เราจะเห็นใช้กันในโรงงานอุตสาหกรรมตั้งแต่ขนาดกลางไปถึงขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่ใช้ในการตัดวัสดุที่เป็นของแข็งอย่างมาก จำพวกเหล็ก อลูมิเนียมที่ต้องการความแม่นยำอย่างสูง
เครื่องไวร์คัท (Wire Cut Machine) แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
- เครื่อง Wire Cut Machine
- เครื่องไวร์คัทแบบ Electrical Discharge Machining หรือ ที่รู้จักกันว่า กับ EDM
ในทางปฏิบัติ เครื่อง Wire Cut EDM ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มของกระบวนการ EDM (Electrical Discharge Machining) ที่ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับงานตัดด้วยลวด (Wire Electrode) ซึ่งแตกต่างจาก Die-sinking EDM ที่ใช้แม่พิมพ์อิเล็กโทรดขึ้นรูป การแยกประเภทให้ชัดเจนจะช่วยให้โรงงานเลือกเครื่องจักรได้เหมาะสมกับลักษณะงาน ลดการลงทุนที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว
- Wire Cut Machine เป็นเครื่องตัดชิ้นงานด้วยงานด้วยการใช้เส้นลวด หลักการทำงานของเครื่องตัดประเภทนี้จะเป็นการใช้กระแสไฟฟ้าผ่านตัวนำไฟฟ้าส่งไปที่เส้นลวด ซึ่งเส้นลวดจะได้รับการจ่ายกระแสไฟฟ้ามา ทำให้เส้นลวดมีความร้อนสูงจนสามารถตัดวัสดุที่มีความแข็งแรงได้ เครื่องไวร์คัท EDM เป็นเครื่องผลิตงานโดยใช้กระบวนการที่เรียกว่า Electrical Discharge Machining ซึ่งเป็นเครื่องตัดในรูปแบบของการกัดเซาะผ่านเบ้าของแม่พิมพ์ที่ต้องอาศัยไฟฟ้าในการกัดเซาะ (Erosion) โดยมีหลักการทำงาน คือ จะมีการปล่อยประจุไฟฟ้าผ่านแผ่นคาร์ไบต์ (Energizing Carbide) ที่เป็นตัวนำไฟฟ้า แผ่นคาร์ไบด์จะทำหน้าที่ในการจ่ายไฟฟ้าที่มีความถี่สูง (High Frequency) ส่งไปยังอิเล็กโทรด (Electrode) ทั้ง 2 ตัว ตัวนึงทำหน้าที่เป็น แคโทด ที่มาจากเครื่องจักรของเรา อีกตัวทำหน้าที่เป็น แคโทด ที่อยู่ตัวชิ้นงาน เมื่ออิเล็กโทรด 2 ตัวนี้เข้าใกล้กันจะทำให้เกิดการคายประจุไฟฟ้าทำให้วัสดุเกิดความร้อนสูงจนสามารถตัดวัสดุที่เป็นของแข็งนั้นได้ การตัดด้วยเครื่องไวร์คัทแบบ EDM นี้ จึงเหมาะกับการตัดวัสดุที่ต้องนำไฟฟ้าหรือไฟฟ้าไหลผ่านได้ จำพวก เหล็ก (Steel) เหล็กชุบแข็ง SKD 61, SKD 11 อลูมิเนียม (Aluminium) ทองแดง (Copper) ทองเหลือง (Brass) กราไฟต์ (Graphite) หรือ คาร์ไบด์ (Carbide)
จะเห็นได้ว่าหลักการผลิตชิ้นงานของเครื่องไวร์คัททั้งสองรูปแบบนั้นเป็นการใช้ไฟฟ้าเพื่อทำให้ได้พลังงานความร้อนที่สูงจนสามารถตัดวัสดุที่เป็นชิ้นงานตามรูปแบบที่เราต้องการ แต่ปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ชิ้นงานของเรามีคุณภาพและมีความเรียบร้อย สวยงามนั้น นั่นก็คือการเคลื่อนตัวของชิ้นงานที่ขึ้นอยู่ความประสิทธิภาพของมอเตอร์ที่จะต้องเคลื่อนตัวได้อย่าง smooth เพื่อไม่ให้ชิ้นงานผิดแบบไป อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับหล่อเย็นของตัวชิ้นงานที่ผ่านความร้อนสูงทันที เพื่อขจัดเศษผงโลหะและการหล่อเย็นทันทีนั้นจะทำให้ชิ้นงานของเรามีเรียบเนียนระหว่างรอยต่อที่ถูกตัดขาดออกจากกันด้วย ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า องค์ประกอบของเครื่องไวร์คัทจะมีส่วนที่ tank น้ำและมีการใช้น้ำเป็นองค์ประกอบในกระบวนการตัด แต่งชิ้นงานด้วย
นอกจากระบบมอเตอร์และการหล่อเย็นแล้ว ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพงานไวร์คัทในปัจจุบันยังรวมถึงคุณภาพของเส้นลวด (Wire Electrode) ระบบกรองน้ำ (Dielectric Filtration System) และซอฟต์แวร์ควบคุมการตัด ซึ่งหากระบบกรองไม่สะอาดพอ จะทำให้เศษโลหะสะสม ส่งผลต่อความเรียบของผิวงานและอายุการใช้งานของเครื่อง ดังนั้นโรงงานที่ต้องการงานคุณภาพสูงควรให้ความสำคัญกับทั้ง “ตัวเครื่อง” และ “ระบบสนับสนุน” ควบคู่กัน
ทั้งหมดนี้ เป็นหลักการทำงานอย่างสั้น ๆ ง่าย ๆ ที่ทาง J Tech Machinery ขอมาแนะนำให้กับทุกท่านได้รับทราบ ซึ่งการทำงานของเครื่องจักรประเภทนี้จะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละรุ่น
ตัวอย่างของเครื่อง Wire Cut ที่ทาง J Tech Machinery ขอนำเสนอวันนี้ เครื่อง Wire Cut และ EDM จาก Sodick ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยแต่ละซีรีส์ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์งานที่แตกต่างกัน ตั้งแต่งานแม่พิมพ์ความละเอียดสูง งานตัดชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ไปจนถึงงานผลิตที่ต้องการความเร็วและเสถียรภาพในระยะยาว การเลือกซีรีส์ที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากลักษณะงาน วัสดุที่ใช้ และงบประมาณควบคู่กัน ได้แก่ เครื่องไวร์คัท -ของ Sodick ในรุ่น ALN Series และ VL Series และเครื่อง EDM รุ่น AG Series และ AD Series
The Sodick Wire รุ่น ALN Series เป็นเครื่องตัด Wire Cut Machine ที่ใช้กลไกการหมุนลวดแบบ I groove ที่จะช่วยในการเก็บพื้นผิวของชิ้นงานได้ละเอียดยิ่งขึ้นและลดการใช้เส้นลวด มีการกลึงร่องและขั้นแบบใหม่ที่เรียกว่า Stepcut ที่ทำให้ร่องหรือขั้นของชิ้นงานนั้นมีความละเอียด แม่นยำมากขึ้น เป็นระบบที่มีการปล่อยกระแสไฟฟ้าผ่านเส้นลวดอย่างมีประสิทธิภาพ และการเคลื่อนตัวของ plate แผ่นงานแบบเส้นตรงจะไม่ต้องใช้บอลสกรูทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาในส่วนนี้ และรุ่น VL Series มีเทคโนโลยีการจ่ายไฟ แบบ Perfect Active Control และสามารถตั้งโปรแกรมอัตโนมัติเป็น Heart-NC เป็นการตั้งโปรแกรมตัดเฉือนได้โดยไม่ต้องมีประสบการณ์ - สำหรับเครื่อง EDM ในรุ่น AG Series จะมีระบบขับเคลื่อนมอเตอร์เชิงเส้น ซึ่งการเคลื่อนที่ของแกนความเร็วสูงแบบกึ่งถาวรและการตอบสนองในทันที มีเทคโนโลยีการปล่อยกระแสไฟฟ้ารุ่นที่ 5 "LP2" ทำให้มีการควบคุมไฟฟ้าแบบ Perfect Active Control ทำให้สามารถควบคุมการปล่อยกระแสไฟฟ้าความเร็วสูงและการเคลื่อนที่ของแกนพร้อมกันได้โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารแบบอนุกรม 1Gbit/วินาที ระบบจำหน่ายไฟฟ้า "Arc-less" ใหม่มีการปรับปรุงเพิ่มเติมในประสิทธิภาพการตัดเฉือน และทำให้ลดเวลาการตัดเฉือนได้อย่างมาก ติดตั้งวงจร "SVC" เป็นมาตรฐาน สามารถทำผิวสำเร็จคุณภาพสูง พื้นผิวซาติน
และพื้นผิวกระจกได้อย่างง่ายดาย ในส่วนของ AD Series ขับเคลื่อนตัวชิ้นงานแบบไม่ใช้สกรูแต่จะใช้มอเตอร์เชิงเส้นและสเกลแบบซับแทน ซึ่งเป็นวิธีขับเคลื่อนที่รักษาประสิทธิภาพความเร็วสูงและการตอบสนองสูงแบบกึ่งถาวร นอกจากนี้ AD Series มาพร้อมกับแหล่งจ่ายไฟ "TMM3" ที่สามารถตัดเฉือนด้วยความเร็วสูง ความแม่นยำสูง และมีประสิทธิภาพสูง โดยมาพร้อมกับ "LN Professional" ฟังก์ชันการตั้งโปรแกรมอัตโนมัติ เช่น สแตนดาร์ด ระบบจำหน่ายไฟฟ้า "Arc-less" ใหม่มีการปรับปรุงเพิ่มเติมในประสิทธิภาพการตัดเฉือน และทำให้ลดเวลาการตัดเฉือนได้มาก ติดตั้งวงจร "SVC" เป็นมาตรฐานด้วย (https://www.jtechmachinery.com/17559826/edm)
เทคโนโลยีเครื่องไวร์คัทในปัจจุบันได้พัฒนาไปสู่ระบบอัจฉริยะมากขึ้น เช่น ระบบควบคุมการปล่อยกระแสไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ (Adaptive Discharge Control) ที่สามารถปรับพลังงานให้เหมาะสมกับวัสดุแต่ละชนิดโดยอัตโนมัติ ช่วยลดการขาดของเส้นลวด ลดรอยไหม้ และเพิ่มคุณภาพผิวงาน อีกทั้งยังมีระบบ Linear Motor และ Optical Scale ที่ช่วยให้การเคลื่อนที่ของแกนมีความเสถียรสูง ลดการสั่นสะเทือน และรักษาความแม่นยำได้ยาวนานโดยไม่ต้องปรับตั้งบ่อยเหมือนระบบบอลสกรูแบบเดิม
การเลือกเครื่องไวร์คัทไม่ควรพิจารณาเฉพาะสเปกเครื่องเพียงอย่างเดียว แต่ควรคำนึงถึงประสบการณ์ของผู้ให้บริการ การอบรมผู้ใช้งาน ระบบอะไหล่ และการดูแลหลังการขายในระยะยาว เนื่องจากเครื่อง EDM เป็นเครื่องจักรความแม่นยำสูงที่ต้องการการบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อรักษาประสิทธิภาพและความแม่นยำของชิ้นงานในระยะยาว
J Tech Machinery เป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายเครื่อง Wire Cut และ EDM จาก Sodick อย่างเป็นทางการ ด้วยประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมากกว่า 40 ปี เราพร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่การเลือกเครื่องจักรที่เหมาะสม การติดตั้ง การอบรมการใช้งาน ไปจนถึงบริการหลังการขายและอะไหล่ครบวงจร เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานเครื่องจักรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและคุ้มค่าการลงทุนในระยะยาว
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องไวร์คัท (Wire Cut Machine) โดยตรง
เลือกเครื่องให้เหมาะกับงาน ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพการผลิตตั้งแต่ครั้งแรก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องไวร์คัท (FAQ)
Q: 1.เครื่องไวร์คัท (Wire Cut Machine) เหมาะกับงานประเภทใดบ้าง
A: เครื่องไวร์คัทเหมาะสำหรับงานที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น งานแม่พิมพ์ งานชิ้นส่วนเครื่องจักร งานยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และงานตัดโลหะแข็งหรือโลหะชุบแข็ง โดยเฉพาะงานที่ต้องการค่าความคลาดเคลื่อนระดับไมครอนและผิวงานเรียบสม่ำเสมอ
Q: 2.เครื่องไวร์คัทกับเครื่อง EDM แตกต่างกันอย่างไร
A: เครื่องไวร์คัทเป็นหนึ่งในกระบวนการของ EDM ที่ใช้ “เส้นลวด” เป็นอิเล็กโทรดสำหรับตัดชิ้นงานตามรูปทรงที่กำหนด ขณะที่เครื่อง EDM แบบ Die-sinking จะใช้แม่พิมพ์อิเล็กโทรดขึ้นรูป การเลือกใช้งานขึ้นอยู่กับลักษณะชิ้นงาน รูปร่าง และความละเอียดที่ต้องการ
Q: 3.เครื่องไวร์คัทสามารถตัดวัสดุอะไรได้บ้าง
A: เครื่องไวร์คัทสามารถตัดวัสดุที่นำไฟฟ้าได้ เช่น เหล็ก เหล็กชุบแข็ง SKD11, SKD61 อลูมิเนียม ทองแดง ทองเหลือง กราไฟต์ และคาร์ไบด์ โดยไม่ทำให้วัสดุเสียรูปจากแรงตัดเหมือนเครื่องจักรแบบกลไกทั่วไป
Q: 4.ปัจจัยใดที่ส่งผลต่อคุณภาพงานตัดด้วยเครื่องไวร์คัทมากที่สุด
A: คุณภาพงานขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ระบบควบคุมการปล่อยกระแสไฟฟ้า ความเสถียรของมอเตอร์ ระบบหล่อเย็นและกรองน้ำ คุณภาพของเส้นลวด และซอฟต์แวร์ควบคุมการตัด หากระบบเหล่านี้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ผิวงานเรียบ ลดรอยไหม้ และยืดอายุการใช้งานเครื่อง
Q: 5.ควรเลือกซื้อเครื่องไวร์คัทอย่างไรให้เหมาะกับโรงงาน
A: ควรพิจารณาจากลักษณะงาน วัสดุที่ใช้ ความละเอียดที่ต้องการ ปริมาณการผลิต และบริการหลังการขาย การเลือกเครื่องจากแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับ เช่น Sodick พร้อมผู้แทนจำหน่ายที่มีประสบการณ์อย่าง J Tech Machinery จะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนและเพิ่มความคุ้มค่าในระยะยาว
หากต้องการศึกษาข้อมูลสินค้าหรือบริการเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่
Website : https://www.jtechmachinery.com
Tel: (66)-2-187-0963
Fax: (66) 2-187-0961
Mobile: 092-7546382
Facebook: J TECH Machinery CO.,LTD
Line: @j-tech
E-mail : Info@jtechmachinery.com